tel 02-570-7456 ,089-5252-444 tel id: @u-rice

เปิดร้านขายข้าวสาร

 ขายข้าวดีกว่าขายสินค้าอื่นอย่างไร 


คุณรู้หรือไม่ว่า  ปี 2556 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 64 ล้านคน* ทุกวันคนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ยคนละประมาณ 3 ขีด หมายความว่าคนไทยทั้งประเทศบริโภคข้าว 19.2 ล้านกิโลกรัมต่อวัน จะเห็นได้ว่าข้าวเป็นสินค้าที่คนมีความต้องการซื้อและจำเป็นต้องซื้อสูง นอกจากข้าวจะเป็นสินค้าจำเป็นที่คนไทยบริโภคสูงแล้ว ข้าวยังเป็นสินค้าที่ไม่เน่า ไม่เสีย เก็บไว้ได้นาน บริโภคแล้วหมดไป ซื้อแล้วต้องซื้อซ้ำอีก แล้วคนไทยทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน อย่างไรก็ต้องทานข้าว ทานตั้งแต่เกิดจนตาย กับข้าวในจานเหลือได้แต่ข้าวห้ามเหลือ แล้วยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี คนรัดเข็มขัดกันมากขึ้น คนจะยิ่งบริโภคข้าวกันมากขึ้นด้วย เพราะข้าวทานแล้วอิ่มท้อง ทานบ่ายก็อิ่มไปถึงเย็น
ลงทุน   ไม่ยากเพียงมีเงินทุนเริ่มต้นประมาณหลักพันเพื่อซื้อข้าวสาร กิโลชั่ง ถุงพลาสติกใส่ข้าว ก็สามารถเริ่มธุรกิจข้าวสารง่ายๆได้แล้วค่ะ
สถานที่ ที่จะขายข้าว ก็อาจเป็นบ้านท่านที่เปิดหน้าร้านขายของได้ ค่าเช่าก็ไม่เสีย หรืออาจจดออร์เดอร์ลูกค้าแล้ววิ่งมารับสินค้าไปส่ง เพียงแค่นี้ก็สามารถเริ่มธุรกิจขายข้าวสารหารายได้เข้าบ้านได้แล้ว
ผลตอบแทนจากการขายข้าว    ร้านขายปลีกโดยทั่วไปผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการขาย การตั้งราคา คู่แข่ง จำนวนร้านค้าที่มีอยู่ในละแวกนั้นด้วย แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ขายต้องมีต้นทุนที่ต่ำเสียก่อน การมีต้นทุนที่ต่ำในที่นี่หมายความว่า ลูกค้าซื้อข้าวสารในคุณภาพที่ดี สมเหตุสมผล ซื้อครั้งแรกเป็นอย่างไร ครั้งต่อไปก็ได้ข้าวสารคุณภาพเดิม
ไม่เคยขายข้าวสารมาก่อน  ไม่มีความรู้เรื่องข้าวเลย แล้วจะทำได้ไหม 
คอนเฟริ์มว่าทำได้แน่นอนค่ะ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงไม่ย่อท้อ มันเหมือนกับคนขี่จักรยาน ตอนเริ่มขี่มันต้องมีหกล้ม มีถลอกกันหลายรอบกว่าจะขี่เป็น ในการขายข้าวสารก็เช่นกัน ตอนเริ่มแรกเมื่อคุณเริ่มขาย คุณจะพบปัญหาหลายๆอย่าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ถ้าคุณเจอปัญหา เจออุปสรรค แล้วคุณสู้! อดทน! ขยัน! มุมานะ!ต่อ คุณก็มีเปอร์เซ็นต์สูงว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจนี้ได้  แต่ถ้าคุณเจอปัญหาแล้วยอมแพ้ตั้งแต่เริ่มแรก ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นต่อ เพราะการที่คุณจะประสบความสำเร็จได้หรือเปล่านั้น มันจะอยู่ที่จุดนี้แหล่ะค่ะว่าคุณจะผ่านอุปสรรค ผ่านความลำบากในช่วงแรกได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเริ่ม เราแนะนำให้คุณลองถามตัวเองก่อนว่า คุณพร้อมจะเริ่มต้น พร้อมจะสู้หรือเปล่า ถ้าพร้อมก็ลุยต่อเลยค่ะ
คาถาความสำเร็จ ข้อที่1 สู้! อดทน! ขยัน! มุมานะ!

แล้วจะเริ่มอย่างไรดีล่ะ

สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ต้องถามตัวเองก่อนค่ะว่า ต้องการขายข้าวสารลักษณะไหน ถ้ายังคิดไม่ออก เรามีตัวอย่างแนะนำค่ะ
แบบแรก เปิดขายหน้าร้าน รอลูกค้ามาซื้อ (ข้อดีคือ เก็บเงินสด ไม่เหนื่อยวิ่งหาลูกค้า แต่ต้องลงทุนก่อน)
สมมุติว่าลูกค้ามีทุน 1 หมื่นบาท จะสามารถซื้อข้าวสารได้ประมาณ 10 ถุง ข้าวสาร 10 ถุง เปิดร้านได้ไหม เปิดได้ค่ะ แต่ร้านจะดูโล่งๆ ซึ่งถ้ามีทุนมากกว่านี้ ร้านก็จะดูเต็มและดูน่าซื้อกว่าค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทุนของลูกค้าค่ะ
แบบสอง วิ่งหาลูกค้าเอง (ข้อดีคือ ไม่ต้องลงทุน รอมีออเดอร์แล้วค่อยเอาสินค้าไปส่ง แต่ลูกค้ามักขอเครดิต ต้องพิจารณาว่าสามารถเก็บเงินได้หรือเปล่า ต้องหาคนงานแบกข้าวส่งตามร้านลูกค้า หรืออาจทำเองก็ได้ค่ะ)
แบบนี้คุณต้องไปคุยกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม โรงเรียน โรงงาน ร้านอาหาร ว่าเค้าใช้ข้าวสารแบบไหน (ข้าวหอม ข้าวขาว ข้าวเหนียว) เกรดไหน ราคาประมาณเท่าไหร่ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเราควรจะเสนอสินค้าแบบไหนให้เค้า ซึ่งทางนั้นจะเปลี่ยนมาใช้ของเราก็ต่อเมื่อ เราดีกว่า หรือ ถูกกว่า (ซึ่งสินค้าของทางโกดังร้อยทั้งร้อยจะถูกกว่าอยู่แล้ว) ถ้าจะยิ่งดีเลยคือ ขอตัวอย่างข้าวสารทางนั้นมาเลย และให้ทางโกดังช่วยดู เราจะสามารถแนะนำสินค้าที่ใกล้เคียงให้ได้ค่ะ

 

ทำเลที่ตั้งในการเริ่มต้นขายข้าวสาร

ถ้าเปิดร้านขายข้าวสาร ทำเลที่ตั้งถ้าให้ดีควรจะตั้งอยู่ในที่ที่เป็นแหล่งชุมชน ตลาด แต่ทั้งนี้หากคุณมีบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านที่สามารถขายของได้ก็ใช้ได้เหมือนกันซึ่งลักษณะนี้คุณก็ไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากมากก็คือจำนวนคนที่อาศัยในละแวกนั้น ซึ่งก็คือจำนวนลูกค้าของท่านนั่นเอง และจำนวนคู่แข่งว่าแถวนั้นมีมากน้อยเพียงใด

 

ต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ 

มีทุนน้อยขายข้าวสารได้หรือเปล่า มีทุนน้อยก็ขายข้าวสารได้ คอนเฟริ์มค่ะ จริงๆแล้วการขายข้าวสารนั้นขายได้หลายวิธีมากๆ เริ่มแรกนั้นหากคุณยังเกิดความไม่แน่ใจ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเช่าหน้าร้านเพื่อเปิดร้านก็ได้ คุณสามารถเดินสอบถามพ่อค้า แม่ค้า โรงเรียน โรงแรม โรงอาหาร  ที่ไหนก็ได้ที่มีคนทานข้าว ดูว่าเขาใช้ข้าวลักษณะไหน แล้วทำการเสนอราคา ถ้าของถูกกว่า ดีกว่าเป็นใครก็ต้องเปลี่ยนใจ ซึ่งคุณอาจซื้อข้าวสารไปอย่างละถุง ซึ่งราคาก็ตามแต่ข้าวสารที่คุณเลือก อย่างนี้คุณก็ลงทุนแค่หลักพันเท่านั้น ขอยกตัวอย่างลูกค้าคนหนึ่งของโกดังนะคะ เขาเดินเข้ามาในโกดังแบบไม่รู้เรื่องราว สอบถาม แล้วซื้อข้าวสารไป 2 ถุง แล้วนำไปลองเสนอพ่อค้าที่ขายข้าวแกงที่อยู่ในตลาด หลังจากนั้นเขาก็กลับมาซื้อข้าวกับทางโกดังอีกเรื่อยๆ จากวันแรกซื้อ2 ถุง ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ซื้อข้าวสารไปส่งลูกค้าวันละ 30 ถุงแล้วค่ะ เห็นไหมคะไม่ต้องใช้ทุนเยอะ ขอแค่ใจที่พร้อมจะทุ่มเท และความขยันขันแข็งเท่านั้นเอง

 

กำไรเท่าไหร่

โดยปกติถ้าคุณตักข้าวสารขายหน้าร้าน กำไรจะอยู่ที่ประมาณกิโลละ 5-7 บาท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดข้าวและคู่แข่งของท่านด้วย
ส่วนหากคุณขายเป็นถุงโดยนำข้าวสารไปส่งให้ถึงร้านลูกค้า คุณก็อาจจะกำไรประมาณ 200-300 อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดข้าว จำนวนสินค้า ลักษณะการชำระเงิน(เงินสดหรือเงินติด) และคู่แข่งค่ะ

 

หาลูกค้าอย่างไรดี

เป็นโชคดีของเราที่คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะฉะนั้นลูกค้าของคุณก็คือคนทุกคนทีกินข้าว ในการขายข้าวสารคุณอาจเลือกที่จะเปิดร้านขาย หรือ วิ่งหาลูกค้าแล้วส่งตามที่เขาสั่ง หรือจะทำทั้งสองอย่างก็ได้ ในกรณีเปิดร้านขาย คุณก็ต้องพยายามโปรโมทร้านค้าของคุณโดยการติดป้าย หรือบอกคนรู้จัก เพื่อนบ้าน ในละแวกบ้านหรือละแวกร้านให้เกิดการบอกต่อ คุณอาจจะวิ่งหาออเดอร์เองตามบ้าน มีบริการส่งสินค้าสั่งขั้นต่ำ1 ถัง ส่งฟรี หรือในกรณีที่สองคือการวิ่งหาลูกค้าแล้วค่อยส่ง ท่านสามารถเข้าไปสอบถามพ่อค้า แม่ค้า โรงเรียนโรงแรม โรงอาหาร เอาตัวอย่างข้าวไปเสนอ ทำใบเสนอราคา แล้วพอลูกค้าสั่งก็นำไปส่ง วิธีนี้หากท่านต้องค่อยๆสะสมฐานลูกค้า ณ วันที่ท่านมีฐานลูกค้ามากก็สบายแล้วค่ะ

 

มีเทคนิคหรือวิธีการอย่างไรบ้างในการดึงดูดลูกค้า 

การที่ร้านของคุณจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้นั้น อย่างแรก คุณควรจะต้องมีสินค้าที่หลายหลาย ควรมีทั้งข้าวหอมเก่า หอมใหม่ ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวเพื่อสุขภาพ ปลายข้าว เพื่อที่ว่าลูกค้ามาหาซื้อสินค้าลักษณะไหนคุณก็มี การจัดวางที่เป็นระเบียบ มีการวางสินค้าแบบมีเลเยอร์สูงต่ำ มีป้ายสินค้า บอกลักษณะและราคาของสินค้าอย่างชัดเจน จะทำให้ร้านดูน่าเข้ามาซื้อ ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมาก ร้านที่โปร่ง โล่ง จัดวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบ จะแลดูสะอาดกว่าร้านที่วางสินค้าหลายๆอย่างและจัดไม่เป็นสัดส่วน ให้ท่านลองนึกภาพร้านโชห่วยสมัยก่อนดู จริงๆแล้วร้านทุกร้านจำเป็นจะต้องทำให้ดูดี ไม่ว่าท่านจะขายไก่ย่าง ส้มตำ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำ ถึงแม้ว่าสินค้าจะเหมือนกัน แต่ร้านที่ดูสะอาดและเป็นระเบียบกว่ามักจะขายได้ดีกว่า เพราะจะทำให้ลูกค้ามั่นใจในตัวสินค้า และที่สำคัญสุดๆคือ ใจที่รักการบริการ สนใจในความต้องการของลูกค้า ตั้งใจตอบคำถาม พูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและรอยยิ้มที่จริงใจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้นะคะ
คาถาความสำเร็จ ข้อที่2 ใจที่รักการบริการ สนใจในความต้องการของลูกค้า ตั้งใจตอบคำถาม

 

ปัญหาในการขายข้าวสาร

ปัญหาของการขายข้าวสารที่เกิดขึ้นนั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้าวสารเป็นสินค้าเกษตร ผลผลิตออกกันปีละครั้งหรืออาจจะ 4 ครั้งต่อปีหากเป็นข้าวนาปรัง เพราะฉะนั้นในบางครั้งในช่วงระหว่างรอยต่อของปีหรือฤดูกาลจะเป็นช่วงเวลาที่ข้าวเปลี่ยนแปลงคือมีทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ หมุนเวียนตามฤดูกาล เราผู้เป็นคนขายก็ควรจะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้
อย่างไรก็ตามทางโกดังได้มีระบบจัดการกับปัญหานี้โดยการสต็อคข้าวสารเอาไว้ในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้เราผลิตข้าวสารได้ทั้งปี รวมทั้งเรามีโรงงานผลิตข้าวสารซึ่งเป็นของเราเอง ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ที่ไหน ซึ่งจะทำให้ข้าวสารที่ท่านซื้อไป ซื้อถุงแรกเป็นอย่างไรถุงต่อไปก็เป็นอย่างนั้น เราสามารถการันตีท่านได้ว่าไม่มีผู้ขายคนใดทำได้อย่างเรา เพราะสิ่งนี้ต้องใช้ทั้งคนที่มีประสบการณ์ (เราอยู่ในวงการนี้มากว่า 50 ปี) มีโรงงานผลิตที่ทันสมัย ใช้เงินทุนสูง มีการจัดการที่ดี และที่สำคัญคือความจริงใจที่เรามีต่อลูกค้า จริงใจ ไม่ปลอม ไม่หลอกลวง
คาถาความสำเร็จ ข้อที่3 ไม่ปลอมแปลงสินค้า ไม่หลอกลวง

 

ข้าวสารแต่ละชนิดมีตั้งหลายราคา หลายเกรด แล้วแต่ละเกรดแตกต่างกันอย่างไร

 

ข้าวสารแต่ละชนิดมีหลายเกรดค่ะ แต่ละเกรดหากจะให้บอกอย่างคร่าวๆว่าแตกต่างกันอย่างไร มันก็ต่างกันตรงที่ความขาว ความสวย ความเคี่ยว ความนุ่ม ความหอม เปอร์เซ็นต์ของเมล็ดข้าว เยอะใช่ไหมคะ แต่แน่นอนค่ะ ของแบบนี้ต้องใช้ประสบการณ์ค่ะไม่สามารถเป็นได้ในข้ามคืน เริ่มสะสมประสบการณ์เลยค่ะ เช่นหากท่านไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ท่านอาจเริ่มสังเกตว่าข้าวที่ท่านรับประทานอยู่เป็นข้าวอย่างไร ข้าวเก่า หรือข้าวใหม่ ข้าวพันธุ์อะไร มาจากจังหวัดไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ท่านอาจถามเจ้าของร้านได้ หรือเมื่อลูกค้าซื้อข้าวสารจากU-Riceไปจำหน่าย แนะนำเลยค่ะ ลองหุงชิมทุกตัว สังเกตดูความแตกต่างของข้าวแต่ละแบบ หุงแล้วชิมแล้วจะสามารถแนะนำได้เต็มปากเวลาขายต่อให้ลูกค้าอีกทีค่ะ อย่าลืมว่าขายข้าวสารก็เหมือนกับขายสินค้าอื่นที่ต้องให้ความใส่ใจนะคะ
คาถาความสำเร็จ ข้อที่4 รู้จริงและใส่ใจในเรื่องที่ทำ

 

อยากรู้เรื่องข้าวสาร ข้าวสารมีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง 

ผู้ขายข้าวสารปลีกจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับข้าวสารซึ่งเป็นตัวสินค้าของท่านด้วย ซึ่งในที่นี้ขอแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นดังนี้ (ตั้งใจอ่านนะค่ะ)
ชนิดของข้าวสาร จริงๆแล้วประเภท หรือ ชนิดของข้าวสาร หากแบ่งแยกชนิดอย่างเป็นทางการโดยอ้างอิงจากมูลนิธิข้าวไทย สามารถแบ่งชนิดของข้าวได้ คือ แบ่งตามประเภทของเนื้อแข็งในข้าว (ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว) แบ่งตามสภาพพื้นที่เพาะปลูก แบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว แบ่งตามความไวต่อช่วงแสง แบ่งตามรูปร่างของเม็ดข้าว แบ่งตามฤดูเพาะปลูกข้าว (นาปี หรือ นาปรัง) ในที่นี้จะขอแบ่งเพื่อความเข้าใจง่ายต่อผู้เริ่มขายข้าวสารซึ่งสามารถแบ่งชนิดของข้าวออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวเพื่อสุขภาพ
ข้าวหอมมะลิ  มีถิ่นกำเนิดในไทย มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตย พันธุ์ที่นิยมปลูกและบริโภคกันอย่างแพร่หลายคือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ พันธุ์กข.15 แต่ในปัจจุบันจะมีข้าวอีกชนิดที่คนทั่วไปเรียกว่าข้าวหอมปทุมธานี ข้าวหอมปทุมธานีจะมีความหอมคล้ายข้าวหอมมะลิแต่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ ซึ่งที่ขายตามท้องตลาดจะมีราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิแท้ ปัจจุบันทางรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาเน้นการปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานีมากกว่า เพราะข้าวพันธุ์ปทุมธานีให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหอมมะลิ 105 และสามารถปลูกได้หลายครั้งต่อปี
-ข้าวเพื่อสุขภาพ ตัวอย่างของข้าวชนิดนี้ก็เช่น ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวสีนิล ข้าวมันปู ซึ่งข้าวพวกนี้จะเป็นข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดสี ข้าวที่ได้จึงยังคงคุณค่าของวิตามินและกากไยไว้สูง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในหมู่คนรักสุขภาพ
-ข้าวเหนียว พื้นที่ปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ดีส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพันธุ์ข้าวเหนียวที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายคือ พันธุ์ กข. 6 นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีพันธุ์ กข.10 พันธุ์ กข.4 พันธุ์สันป่าตองที่นิยมปลูก  แต่ราคาที่ขายจะต่ำกว่าพันธุ์ กข.6 เพราะความสวย และความหอม ความอร่อยต่างกัน
-ข้าวขาว ข้าวขาวที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไปมีหลายพันธุ์ เช่น ข้าวเสาไห้สระบุรี ข้าวกอเดียว ข้าวเหลืองอ่อน ข้าวเหลืองประทิว ฯลฯ โดยส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าข้าวขาวคือข้าวเสาไห้ จริงๆแล้วข้าวเสาไห้ก็คือข้าวชนิดหนึ่งของข้าวขาวนั่นเอง
อายุของข้าว ผู้ขายจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าแบบไหนเหมาะกับข้าวลักษณะไหน ข้าวที่เพิ่งออกและผ่านการเก็บเกี่ยวมาซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีสีขาวสวย หุงแล้วนิ่ม เหนียว กลิ่นหอม ซึ่งข้าวยิ่งเก่าตามอายุ คุณลักษณะพวกนี้จะค่อยๆหายไป ข้าวชนิดนี้จะเหมาะกับ ร้านข้าวต้ม คนที่ชอบรับประทานข้าวนิ่มๆ มียาง หุงข้าวหม้อเล็ก ส่วนข้าวเก่านั้น จะมีความเคี่ยว ขึ้นหม้อ ไม่แฉะ หุงแล้วได้ปริมาณ เหมาะกับร้านขายข้าวแกง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ร้านอาหารที่หุงข้าวหม้อใหญ่ และผู้ที่ชอบข้าวเป็นเม็ดๆ
เวลาในการเก็บเกี่ยวข้าวสาร ในที่นี้เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจจะขอแบ่งเป็นข้าวออกเป็นข้าวนาปี และ ข้าวนาปรัง
-นาปีหรือข้าวนาน้ำฝน คือ ข้าวที่ปลูกในฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมและเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นล่าสุดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์
-ข้าวนาปรัง คือ ข้าวที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ในบางท้องที่จะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนเมษายน นิยมปลูกในท้องที่ที่มีการชลประทานดี เช่น ในภาคกลาง
การที่ท่านรู้ว่าข้าวตัวไหนเป็นข้าวนาปีหรือนาปรัง จะช่วยให้ท่านทราบถึงอายุของข้าว ซึ่งจะทำให้สามารถหาสินค้าที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าท่านได้

4